เที่ยว เยอรมัน-ออสเตรีย-ฮังการี 14 days ด้วยตัวเอง ชิลๆ ใครๆก็ไปได้ Part 1 เตรียมตัวเดินทางก่อนเที่ยวยุโรป

ตั้งใจเขียน blog เพื่อแชร์ข้อมูลการไปเที่ยวด้วยตัวเองนะคะ เพราะข้อมูลหลายๆอย่างๆได้จากในอินเตอเนท ทั้ง blog pantip trekkingthai และเวบท่องเที่ยวของเมืองนั้นๆ รวมไปถึงเป็นtips and tricksเล็กๆที่ได้จากการเดินทาง เลยอยากแชร์เพื่อให้หาง่ายๆ ในที่เดียวค่ะ

1. วีซ่า

ก่อนเดินทางไปเที่ยวยุโรป ก็จะต้องมีวีซ่าเชงเก้นก่อน ไปหลายประเทศจะขอที่ไหน ให้ดูว่าอยู่ประเทศไหนมากที่สุด แล้วขอประเทศนั้นค่ะ ถ้าสมมุติว่า เที่ยววันเท่ากัน ให้ขอวีซ่าประเทศแรกค่ะ

ของเจี๊ยบขอของประเทศออสเตรียค่ะ

link ของ vfs ซึ่งเป็นหน่วยงาน outsource ที่จัดการเรื่องวีซ่าในประเทศยุโรป หลายๆประเทศ ตั้งอยู่ที่สีลมคอมเพลกซ์ค่ะ http://www.vfsglobal.com/austria/thailand/thai/

หลักฐานที่ต้องนำไป สามารถเข้าไปดูได้ในเวบเลยค่ะบอกละเอียดมาก

สิ่งสำคัญเลยที่ต้องมี คือตั๋วเครื่องบิน และจองที่พักในแต่ละวันไว้ค่ะแนะนำ http://www.booking.com เลยค่ะ จองแล้วอยากเปลี่ยนใจก็สามารถยกเลิกได้[แล้วแต่โรงแรมนะคะ]  รวมไปถึง มีแผนการเที่ยวค่ะ ตอนที่เจี๊ยบทำไป ทำแบบละเอียดมาก เช่น จะไปที่นี่นั่นยังไง อันนี้เก็บไว้ดูเองค่ะ เพราะที่ทำส่งขอวีซ่า เอาง่ายๆแค่ วันนี้ ไป Vienna พักที่ ibis vien เป็นต้นค่ะ ทำเป็นตารางไป เช่น day 1 Munich พัก wombat แล้วไล่ไปเรื่อยๆค่ะ  print booking เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นนะคะ รีเชคให้ปริ้นท์ครบทุกอันค่าา ทีนี้ ถ้าลืมเอกสาร หรือ ปริ้นท์มาไม่ครบทำยังไง แนะนำ ให้เดินไปธนิยะ พลาซ่า  ร้านปริ้นท์เอกสารจะอยู่แถวๆทางเชื่อมรถไฟฟ้าค่ะ ถามพี่รปภ แถวนั้นได้ค่ะ

2. การเดินทาง

สำหรับของเจี๊ยบจะมี ช่วงที่ขับรถเองค่ะ check ราคารถเช่าได้ที่ http://www.rentalcars.com ค่ะ  ราคาถูกสุดคือรถรุ่นเล็ก ส่วนมากเป็นเกียร์กระปุกค่ะ ถ้าออโต้ ก็จะ เป็นรุ่นกลาง ขึ้นมา ของเจี๊ยบยอมเช่ารถใหญ่หน่อย เกียร์ออโต้ค่ะ  เพราะไหนจะขับพวงมาลัยซ้ายไม่ชำนาญแล้ว ต้องมาพะวงถนนที่เลี้ยวไม่เหมือนกับเรา กฏจราจรอีก ถ้าต้องมาเลี้ยงครัชอีก เกรงว่าจะลำบากคันหลังค่าา เช่า 7 วันน้ำมันเติมไป 2 ครั้งค่ะ เป็นรถดีเซลค่อนข้างประหยัด ค่าน้ำมัน ประมาณ 60 ยูโร เติม2 ครั้ง ก็ประมาณ ไม่เกิน 5000 บาทไทยค่ะ 7 วัน ขับจากมิวนิค ไปส่งรถที่เวียนนาค่ะ

กฏจราจร ในเยอรมัน

http://www.gettingaroundgermany.info/regeln.shtml

เดินทาง อีก 7 วันของเรา ส่วนมากใช้รถไฟค่ะ โดยวันที่เราใช้รถไฟ ส่วนมากจะเป็นวันที่เที่ยวในเมืองใหญ่ๆ หลายวัน เช่น

– Munich เราซื้อตั๋ว tagesticket  all zone gesamnetz  ตั๋ววัน สามวัน รวมค่ารถไฟจาก สนามบินค่ะ โดยซื้อที่counterที่ระหว่าง terminal 1 & 2 s bahn

นั่ง S bahn จะมีสองสายจากสนามบิน S1 และ S 8 ก็ต้องดูว่าโรงแรมที่พักเราลงสถานีไหนนะคะ ที่munich แนะนำอย่างยิ่ง แถวๆ Hauptbahnhof (Main Station) เพราะใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวหลายๆแห่ง เดินทางสะดวก ด้วย U bahn  [Metro] และ เป็นสถานีรถไฟที่จะไปต่อที่เมืองอื่นๆ ค่ะ

-Vienna เราซื้อเวียนนาการ์ด ค่ะ เพราะเราอยู่เวียนนา สามวันเต็มๆ และแพลนว่าจะเที่ยวหลายแห่ง ซึ่งเวียนนาการ์ดจะใช้เป็นส่วนลดสถานที่ท่องเที่ยว และในการซื้อตั๋วอื่นๆ เช่น sisi ticket ได้ด้วยค่ะ แต่ถ้าอยู่ไม่ถึงสามวันหรือเที่ยวไม่ได้เยอะมาก แนะนำซื้อตั๋วรายวัน อาจจะคุ้มกว่าค่ะ ลองบวกลบคูณหารกันดูค่า

http://www.wien.info/en/travel-info/vienna-card

-Budapest การเดินทางในเมืองเราใช้ รถ hop on hop off ค่ะ มีหลายบริษัทแล้วแต่คนจะเลือกเลยค่ะ ถ้าดังๆก็จะเป็นรถสีแดงโลโก้ยีราฟ [แต่ตอนที่ไปไม่ประทับใจค่ะ เพราะเหมือนรถจะมีปัญหารถน้อย ทำให้ต้องขับวน ไปรับคนทีรอตามป้ายก่อนไม่ขับไปตามเส้นทาง ทำให้เสียเวลาเที่ยว วนไปมาตามท้องถนนอยู่สองชมกว่า] ในรถก็จะมี audio guide ให้ฟัง ที่ท่องเที่ยวอยู่ใกล้ๆกันหมด และรถจะจอดเป็นจุดๆตามที่ท่องเที่ยว อันนี้ ไม่จำเป็นต้องซื้อ ตั๋วรถไฟใต้ดินเลยค่ะ

3. เสื้อผ้า อากาศ ช่วงที่เจี๊ยบไปเป็นช่วงตุลาคม อากาศ ประมาณ 10 กว่าองศา มีฝนตกอยู่ 1วัน ถ้าใครจะไปในช่วงตุลา อย่าลืมร่มนะคะ เชคพยากรณ์อากาศก่อน 1วันทุกครั้ง http://www.accuweather.com  เสื้อผ้าเจี๊ยบเตรียมไปจัดเต็มเพราะจะมีวันที่ไปเข้าถ้ำน้ำแข็งซึ่งข้างใน 0 องศา  เลยจัดลองจอห์นและอีก itemที่ดีงามมากคือ  heattech ของยูนิโคล่ แนะนำมากเพราะไม่หนาแต่อุ่น ใส่ด้านใน แล้วใส่อะไรทับก็จะตัวไม่กลมเกิน  รองเท้า เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการเที่ยว แนะนำให้ทำความรู้จักคุ้นเคยกันก่อนอย่างน้อยก็ใส่แล้วสักหลายๆครั้งนะคะ ใครอยากใส่บู้ทเพราะเมืองไทยไม่รู้จะใส่ตอนไหนยกเว้นช่วงน้ำท่วมซึ่งก็เป็นคนละบู้ท ก็ขอแนะนำให้เลือกวันดีๆนะคะ เพราะบางวันเดินเยอะอาจประสบปัญหา ปวดส้นได้ค่ะ แฟชั่นที่นั่นเท่าที่สังเกตไม่แนวญี่ปุ่นเกาหลีเลยนะคะ จะมาน่ารักฟรุ้งฟริ้ง คิขุ ฮาราจุกุ นี่ไม่เลยค่ะ  ที่เห็นตามท้องถนนเน้นแนวฮาร์ดคอร์ แนวเสียจริงตัวจริงค่ะ มาแนวสักตามตัว เจาะทั่วร่าง สีผมแนวๆ กันไปค่ะ

4. ว่าด้วยเรื่องเงิน ให้เตรียมไปพอสมควรนะคะ และอย่าลืมดูว่าโรงแรมที่เราพักเข้ารับบัตรเครดิตมั้ย เพราะหลายโรงแรมที่เล็กๆเค้ารับเงินสดค่ะ ไม่เหมือนอเมริกาที่ใช้การ์ดจ่ายได้ทุกสิ่ง ที่ยุโรปร้านอาหาร ร้านขายสินค้า หลายๆแห่งเงินสดล้วนๆค่ะ

5. ตั๋วเครื่องบิน  ที่เห็นราคาเบาๆ หน่อยก็จะเป็น aeroflot นะคะ ลองเชคราคากันดู อีกอันที่ขยันออกpromotion แบบเรื่อยๆ ก็จะมี qatar ซึ่งถามว่ามี proแล้วมันจะถูกมากมั้ย คำตอบบอกเลยว่าก็ไม่ แต่ข้อดีคือ เครื่องดี legroom กว้าง อาหารโอเคเลย สรุปว่าคือเป็นราคาสมเหตุสมผล ของเจี๊ยบส่วนตัวเนื่องจากไม่อยากเสียเวลาเที่ยวเลยยอมจอง เครื่องแบบ Oneway ซึ่งจะเปลืองกว่า roundtrip พอสมควร ขาไป นั่งการ์ต้า ลงมิวนิค ขากลับ ออกจาก บูดาเปสต์ด้วย ลุฟท์ฮันซ่าแล้วต่อการบินไทย แต่!! คุณลุฟหรรษา ดันกัปตันสไตร์ค ทำให้ต่อเครื่องไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไฟล์ตวุ่นวาย ใช้เวลาในสนามบิน 1 วันเต็มๆ รอต่อคิวตั้งแต่ 10 โมง กว่าจะได้คิว 1 ทุ่ม !!! หุหุ แล้วก็ยังไม่ได้กลับทันทีเพราะต้องค้าง 1 คืน ที่สตูทการ์ด โดยต้องออกเงินเองไปก่อนแล้วค่อยทำเรื่องเบิกเงินคืนอีกที ต้องรีบจองโรงแรมตอน 5 ทุ่ม TT เพราะฉะนั้นขอเตือนคนที่จะจองลุฟหรรษา คงต้องคิดอย่างรอบคอบ รับได้ถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการประท้วง เพราะในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กัปตันเค้าประท้วงมา 7 ครั้งแล้ววว รวมครั้งนี้ด้วยเป็น 8 ครั้ง [เพิ่งรู้จากฝรั่งข้างหน้าที่ต่อคิวเปลี่ยนตั๋ว ไม่งั้นคงไม่กล้าลองของ]

6. อาหาร พกมาม่า อาหารกระป๋องอาหารแห้ง ติดๆไปบ้างก็ดีนะคะ เพราะเวลาไปเที่ยวถึงแม้ว่าไม่กี่วันก็อยากจะหาของที่มีรสชาติจัดจ้านแบบไทยๆมากินบ้าง สามารถนำไส้กรอกเยอรมันมาคอมบิเนชั่นกับมาม่าต้มยำ มาม่าแกงเขียวหวานก็ฟินไปอีกแบบค่าาา อ่ออ ไปยุโรป หลายๆโรงแรมเค้าจะไม่มีขนมปังนิ่มๆ แบบฟาร์มเฮ้าส์ให้เราได้กินกันนะคะ ส่วนมากเป็นขนมปังแบบแข็งมว้ากก ถึงมากที่สุด ถ้าใครเพิ่งฉีดโบมากลัวเคี้ยวจนกรามออกแนะนำหลีกเลี่ยงค่ะ

ร้านอาหารที่แนะนำ อันนี้ไม่ใช่มิชลินสตาร์แต่ประการใดนะคะ ไม่เน้นหรูหราค่าาา อิอิ แต่เป็นร้านที่สามารถกินได้โดยไม่เลี่ยน ราคาไม่แพงจนเกินไป อยู่ตามย่าน shopping แนะนำ nordsee ค่ะ เป็นร้านอาหารทะเล แบบ quick serve ค่ะ ราคาโอเค ปริมาณเยอะ รสชาติถูกปากค่ะ

http://www.international.nordsee.com/en/

7. ยาสามัญประจำบ้าน อย่าลืมพกยาหลายๆอย่างที่จำเป็น เช่น เบตาดีน พลาสเตอร์ พารา ยาแก้อักเสบ น้ำตาเทียม ยานวดแก้ปวดเมื่อย คือยาบางตัวอาจจะไปซื้อที่นั่นได้แต่บางครั้งติดไว้ก็อุ่นใจกว่าค่ะเพราะบางทีจะไปหาร้านขายยาที่นั่นก็ลำบาก ส่วนพวกยาที่ต้องให้แพทย์สั่ง เช่นยาแก้ปวด ยาฆ่าเชื้อ ควรติดไปค่ะ ของเจี๊ยบที่ต้องติดไปทุกทริปคือ สเปร์ยฉีดคลายกล้ามเนื้อค่ะ มันเริ่ดมาก ช่วยเป็นอย่างดีในวันที่เดินเยอะๆค่ะ

8. อินเตอเนท  ลองสอบถามค่ายมือถือดูนะคะ จะมีพวกsim unlimited data roaming ของหลายๆค่ายมือถือ คิดเป็นรายวันค่ะ ว่าเราใช้กี่วัน โดยซื้อได้ที่สุวรรณภูมิเลยค่ะ ค่ายมือถือเมืองไทยก็จะไปโคกับเครือข่ายที่นุ้น เช่นเยอรมัน เป็น vodaphone สัญญาณชัดแจ๋วค่ะ ส่วนฮังการี ก็เป็น Vodaphone เหมือนกันค่ะ ออสเตรีย ไม่ร่วมในเครือข่ายที่ร่วม วันที่ไปถึงออสเตรียก็ไปหาร้านขายอุปกรณ์มือถือ ตามแหล่งชอปปิ้งบอกเค้าว่า ซื้อ sim prepaid แค่่นี้ก็เรียบร้อย ชิวๆค่ะ

9. GPS  เนื่องจาก มีช่วงที่ต้องขับรถกันเอง การมี GPS เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆๆ บางคนว่าจะกลัวอะไรมีอินเตอเนท ก็ google map ไป แต่เจี๊ยบว่า GPS ดีกว่า google มากๆ ทั้งรูปแบบที่ออกแบบให้ดูได้ง่ายกว่า บอกหมด one way two way อะไรต่างๆ ถ้าช่วงไหนอับสัญญาณอินเตอเนท หรือ เข้าเขตออสเตรีย แล้วเรายังไม่ได้เปลี่ยนซิม ก็จบเลยค่ะ สรุปเลยจัดไป tom tom 1 เครื่องค่ะ ซื้อที่สนามบินมิวนิคได้เลยมีร้านขายพวกมือถือ อุปกรณ์อิเลกโทรนิกส์ เพราะรถเช่าค่าเช่า GPS แพงมั่กๆ ซื้อมาไว้ใช้ยังจะถูกกว่าค่าเช่า GPS ที่ติดมากับรถอีกค่ะ อีกเรื่องเลยคือ สามารถ search จาก latitude longitude ซึ่งใน booking โรงแรม จะให้มาด้วย หาจากแบบนี้จะแม่นมากไม่มีหลงค่ะ

10. ภาษา เยอรมัน ออสเตรียคนส่วนมากพูดภาษาอังกฤษได้ค่ะ ยิ่งเยอรมันบอกเลยน้ำไหลไฟดับค่ะ จะในเมืองจะนอกเมืองได้หมดค่ะ  ส่วนฮังการี ในเมืองคนก็พูดได้ค่ะ เพราะฉะนั้นหมดกังวลเรื่องคุยไม่รู้เรื่องได้เลยค่ะ

หมดช่วงเตรียมตัวกันแล้วค่ะ เด้วเราเตรียมหมดตังไปเที่ยวกินชอปใน part ถัดไปค่าาา

Advertisements

Facial design ทำยังไงให้ v shape

การปรับเปลี่ยนรูปหน้า ทำยังไงให้หน้าเรียวขึ้น

photo (23)photo (22)photo (1)photo (25)photo (11)

การปรับเปลี่ยนรูปหน้า ให้ดูเรียว หน้าเล็กลง สามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับปัญหาของคนไข้ดังนี้ค่ะ

  1. ปัญหาจากกล้ามเนื้อกรามที่มีขนาดใหญ่ ทำให้หน้าไม่วีเชฟ ; สามารถรักษาได้โดย การฉีด โบทอกซ์ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกรามคลายตัวลง ทำให้ใบหน้ามีขนาดเล็กลงค่ะ โดยทั่วไป ในปีแรก จะฉีด ประมาณ 2-3 ครั้ง หลังจากนั้นจะฉีดประมาณปีละ 2 ครั้ง การฉีดต่อเนื่องประมาณ 3 ปี หรือ ประมาณ 6-8 ครั้ง จะทำให้กล้ามเนื้อเล็กลงและไม่กลับมาใหญ่เท่าเดิมค่ะ
  2. ปัญหาจากการที่มี ไขมันที่แก้มมาก ทำให้หน้ากลม ไม่วีเชฟ ; สามารถรักษาได้โดย การฉีดยาสลายไขมัน โดยการฉีดยาสลายไขมันมักจะต้องฉีดต่อเนื่องหลายครั้ง ณ ปัจจุบันมียาฉีดสลายไขมันอยู่หลายชนิด ไม่มีปัญหาเรื่องของการบวมที่มาก  และสามารถ ใช้ชีวิตประจำวันหลังจากฉีดได้เลยค่ะ
  3. ปํญหาจากกระดูกกรามที่ใหญ่ และกางออก ทางแก้ ในส่วนนี้ จะต้องผ่าตัด แก้ไขเท่านั้นค่ะ
  4. ปัญหาจากผิวหนังที่หย่อนคล้อย ทำให้รูปหน้าไม่วีเชฟ ดูไม่กระชับ ;สามารถรักษาได้โดย
  • การร้อยไหมยกกระชับ ; ณ ปัจจุบันมีไหมหลายๆชนิด เดี๋ยวในครั้งหน้าหมอจะมาเจาะลึกเรื่องไหมให้ฟังอีกครั้งนะคะ สำหรับไหมที่นิยมในปัจจุบัน คือ ไหมละลาย ชนิดที่เรียกว่า polydioxanone ซึ่งเป็นไหมที่ใช้ในการเย็บหลอดเลือดหัวใจ จึงมีความปลอดภัยสูง ไม่เป็นผังผืดค่ะ อยู่ได้ประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี นอกจากนี้ ยังมีไหมชนิดก้างปลา ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการยึดเกาะ ใต้ผิวดีขึ้น และสร้างคอลลาเจนได้ดีขึ้น จึงเป็นอีกทางเลือกนึงของคนที่ผิวค่อนข้างหย่อนคล้อยค่ะ
  • การทำ Radio frequency หรือคลื่นความถี่วิทยุความถี่สูง ; การทำ rf ยกกระชับ จะทำให้เกิความร้อนใต้ผิว และทำให้เกิด การกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ จึงทำให้เกิดการยกกระชับ จากคอลลาเจนที่มากขึ้นค่ะ ข้อดีคือไม่เจ็บแต่ข้อเสียคือต้องทำจำนวนหลายครั้ง จึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีค่ะ
  • Thermage เป็นนวัตกรรม Monopolar RF ที่ช่วยในเรื่องยกกระชับ ที่นิยมไปทั่วโลก ผ่านการรับรองจาก อย ประเทศ สหรัฐอเมริกา ว่าสามารถยกกระชับ ได้จริง ทำครั้งหนึ่ง อยู่ได้ประมาณ 1 ปี ทีเดียวค่ะ
  • Dermolift เป็นเทคนิคการใช้ Botox ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวตึงขึ้น จึงทำให้ผิวยกกระชับ ปัจจุบันคอนเซป ของ botox เปลี่ยนไปค่อนข้างจะมากค่ะ จากแต่ก่อนที่เน้นในเรื่องของการฉีดริ้วรอย ซึ่งคนไข้มักจะประสบปัญหาหน้าตึงเปรี้ยะ สวยหน้าแข็ง มาตั้งแต่อยู่ห่างกัน 50 เมตร ดูไม่เป็นธรรมชาติ โดยเพื่อนๆรู้ทั้งออฟฟิศว่า ฉีดโบทอกซ์มา  เราอยากให้คนไข้สวยดูดีเป็นธรรมชาติค่ะเราจึงมีเทคนิคเฉพาะ ทำให้คนไข้สามารถสวยเนียน โดยใช้ clover dermolift ค่ะ
  • Filler จากแต่ก่อน เราจะเข้าใจว่าฟิลเลอร์ สามารถช่วยเติมเต็มผิวที่หายไปเท่านั้นเช่น ฟิลเลอร์เติมร่องแก้ม เติมคางเป็นต้น แต่ณปัจจุบัน ทางคลินิกเราสามารถใช้ฟิลเลอร ช่วยในเรื่องการ ลิฟท์หน้า ยกกระชับผิว เติมเต็มให้ใบหน้าดูมีมิติ ไม่ดูแบน ทำให้ ดูสวยขึ้นได้ค่ะ
  1. ปัญหาจากคางที่สั้น คางตัด ทำให้ รูปหน้าดูสั้นไม่วีเชฟ ; คนที่คางสั้นหรือคางตัด จะทำให้ใบหน้าดูสั้นไม่ได้สัดส่วนที่เหมาะสม ทำให้รูปหน้าไม่วีเชฟ ไม่เรียว สามารถแก้ไขได้โดยการเติมเต็มผิวด้วยฟิลเลอร์ ค่ะ แต่ถ้า คางหวัมเข้าไปมากอาจจะต้องใช้การใส่ซิลิโคนเสริมคางช่วยได้ค่ะ

Dr jeab The clover clinic; Sarintip Soontharuch, MD Mahidol

Diploma in dermatology,Cardiff University,Wales UK

Fellowship in dermatology,Mt Sinai ,Miami ,US

American board anti-aging US

antioxidant

อนุมูลอิสระ และ สารต้านอนุมูลอิสระคืออะไร ทำไมมีแต่คนพูดถึง

Woman with spotty skin with deep pores and blackhead and healed

อนุมูลอิสระ คงได้ยินคำนี้บ่อยๆตามโฆษณาใช่มั้ยคะ ว่าครีมนั้น อาหารเสริมตัวนี้ผสมสารต้านอนุมูลอิสระ บางทีหลายๆคนอาจจะงงๆว่ามันคืออะไร รู้แต่มันไม่ดี ทำให้เราแก่เร็ว ทำให้ผิวหนังเสื่อมชราไม่เต่งตึงสดใส  แต่จริงๆ แล้วเจ้าอนุมูลอิสระ เป็นตัวการของโรคต่างๆ ด้วยนะคะ ไม่วาโรคความเสื่อมต่างๆ  หัวใจ ความดัน มะเร็ง

อนุมูลอิสระ คืออะไร

อนุมูลอิสระ คือ โมเลกุลที่มีออกซิเจนที่มีประจุลบหาย1 ตัว เราอาจจะเคยเรียนมาใช่มั้ยคะ ว่าโมเลกุลที่ไม่เสถียร มันก็จะไปแย่งจับประจุลบ ตัวอื่นๆ เพื่อให้โมเลกุลมันเสถียร ที่นี้ถ้ามันไปแย่งจับกับเซลล์ร่างกายของเราก็จะทำให้เกิดอันตรายต่อเซลล์ ความเสื่อม เกิดการกลายของเซลล์ ทำลายเซลล์ ทำให้เป็นผลให้เกิดโรคต่างๆตามมาได้ค่ะ

อนุมูลอิสระเกิดจากอะไร

ปัจจัยภายใน ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ได้แก่

กระบวนการร่างกายที่เผาผลาญ เพื่อสร้างพลังงาน

กระบวนการกำจัด เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอม

ปัจจัยภายนอก  ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ได้แก่อาหารปิ้ง ย่าง เกรียมๆ , แอลกฮอล์ , บุหรี่ , มลพิษ , รังสี UV , ยาและสารเคมีบางประเภท

สารต้านอนุมูลอิสระคืออะไร

สารต้านอนุมูลอิสระ คือสารที่ สามารถมอบ โมเลกุล อิเลกตรอน ให้อนุมูลอิสระ เพื่อให้มันจะได้ไม่ไปทำลายเซลล์ของร่างกายเราค่ะ

โดยแบ่งเป็น

  1. ที่เราสร้างได้เอง ; มีหลายตัวที่รู้จักกันค่อนข้างดีก้ออย่างเช่น glutathione reductase แต่เมื่ออายุเรามากขึ้นเราจะสร้างสารพวกนี้ได้ลดลง บวกกับการได้รับอนุมูลอิสระ จากสิ่งแวดล้อม ทำให้ไม่เพียงต่อ จึงต้องอาศัย ข้อ 2 คือ
  2. จากอาหาร และอาหารเสริมที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นอาหารหรืออาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของไบโอฟลาวินอยด์ วิตามินซี วิตามินอี เบต้าคาโรทีน อัลฟ่าไลโปอิก แอซิด เป็นต้น ซึ่งแหล่งอาหารมี่พบมักจะเป็นพืชผักผลไม้ สีต่างๆกันค่ะ

เห็นดังนี้แล้วใครที่ไม่อยากแก่ อาจจะต้องเริ่มดูแลสุขภาพ เริ่มง่ายๆจากการงดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงแอลกฮอล์ เลือกชนิดอาหารที่ทานให้มีผัก หรือผลไม้ที่เพียงพอในแต่ละวันหรืออาจจะให้อาหารเสริมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อให้ได้รับสารอาหารเพียงพอได้ ส่วนวิตามินไหนพบมากในอะไร ต้องกินเท่าไหร่กินอย่างไรถึงจะพอ หมอจะมาสรุปในครั้งหน้าค่ะ

Dr jeab The clover clinic; Sarintip Soontharuch, MD Mahidol

Diploma in dermatology,Cardiff University,Wales UK

Fellowship in dermatology,Mt Sinai ,Miami ,US

American board anti-aging US

7 facts about sunscreens

7 facts about sunscreens

เมื่อวานหมอได้ยกตัวอย่างของ Hugh Jackman ที่เป็นมะเร็งผิวหนังที่บริเวณจมูกไปแล้วนะคะ ทุกๆครั้งเวลาตรวจคนไข้ คนไข้หลายคนมักจะถามว่า ครีมอะไรที่ควรทามากที่สุดทาเลือกได้ 1 อย่าง หมอขอบอกเลยว่าเป็นกันแดดนะคะ  วันนี้หมอเขียนวิธีเลือกกันแดด แบบง่ายๆมาให้อ่านกันค่ะ

1.SPF and PA  ;Broad spectrum protection    ในแสงแดด มีตัวการร้ายที่ทำให้ก่อมะเร็งผิวหนัง  คือ รังสีUVB [290-320 nm] ซึ่งจะทำให้เกิด ผิวไหม้ แดง ดำ ค่าการป้องกันรังสีUVB คือ sun protective factor โดยทั่วไปที่ SPF 50 สามารถป้องกันแดด ได้ 98%  จึงเพียงพอ ต่อการป้องกัน UVB แล้วค่ะ  อีกตัวที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง คือรังสีUVA ซึ่งมีอยู่ตั้งแต่เช้ายันเย็น โดย รังสีUVA มีผลทำให้เกิดภาวะ photo-aging คือการที่ผิวถูกทำลายด้วยแสงแดดทำให้เกิด การเหี่ยวย่น และ เกิดเม็ดสีที่ผิว รวมทั้งเป็นอีกตัวการที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ค่ะ  ค่า PA อย่างน้อยควรประมาณ สามบวกขึ้นไปค่ะ

 

2. Choose physical and chemical sunscreen

Physical sunscreen เป็นสารเคมีที่ออกฤทธิ์ สะท้อน รังสีทั้ง UVA และ UVB ออกจากผิวหนัง เช่น zinc oxide, titanium dioxide ข้อดีคือมักจะไม่ค่อยเกิดการแพ้ แต่ข้อเสียคือ เนื้อครีมจะขาวมากทำให้ทากันแดดแล้ว หน้าวอกขาว มากนั่นเองค่ะ ส่วน Chemical sunscreen เป็นสารเคมีที่มีหน้าที่ดูดซับแสง ข้อดีคือไม่วอกขาว แต่ข้อเสียคือพบคนที่แพ้สารกันแดดชนิด chemical มากกว่า จึงควรใช้สารกันแดดที่มีส่วนผสมของทั้งคู่ดีที่สุดค่ะ

3. Water resistant maintain SPF only 40 minutes

เวลาออกกลางแจ้ง เล่นกีฬา หรือมีเหงื่อ จะทำให้ประสิทธิภาพของกันแดดลดลง จึงควรใช้กันแดด ชนิด water resistance ซึ่ง FDA US กำหนด ไว้ว่า สามารถ คง SPF ได้อย่างน้อย 40 นาที ในขณะที่โดนน้ำ ส่วน Very water resistant คือ สามารถ คง SPF ได้อย่างน้อย 80 นาที ระยะเวลา น้อยกว่าที่คิดใช่มั้ยคะ และในปัจจุบัน ไม่ใช้คำว่าwaterproof แล้วนะคะ เพราะ ไม่มีกันแดด ที่มีประสิทธิภาพ waterproof ได้จริงๆ เพราะฉะนั้น หมอขอแนะนำคนที่ต้องโดนน้ำ และ ออกแดดเหงื่ออก ให้คอยทากันแดดซ้ำนะคะ เพราะ มันคง SPF แค่ 40 นาทีในน้ำ เท่านั้นค่ะ

4. Compact powder containing sunscreen is not enough

ปกติเวลาที่หมอรักษาคนไข้หมอ หมอจะรีวิว ผลิตภัณฑ์และครีมที่คนไข้ใช้ทุกเคส เวลาหลายๆครั้ง ที่หมอพูดถึงกันแดด คนไข้มักจะบอกว่า แป้งที่ใช้ รองพื้นที่ใช้ มีผสมกันแดด เรียบร้อยแล้วค่ะ ซึ่งหลายๆคนคิดว่า เพียงพอสำหรับการป้องกัน แดดแล้วบอกเลยว่าไม่พอนะคะ เพราะแป้งต่างๆ เราไม่แน่ใจว่าเค้าผสมสารป้องกันแดดมากน้อยแค่ไหน อีกอย่าง ไม่ติดทนเท่าครีมกันแดดจริงๆแน่นอน เพราะฉะนั้นทาแป้ง แล้วอย่าลืมทากันแดด ก่อนออกแดดทุกครั้งนะคะ

5. How to use sunscreen เมื่อเราเลือกกันแดดได้ประสิทธิภาพสูงสุดแล้วแต่ถ้าทาผิดจบกันเลยนะคะ หมอมีเคล็ดลับการทากันแดดมาบอกค่ะ อย่างแรกควรทาก่อนออกแดด อย่างน้อบ 30 นาทีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เวลาทาทั่วใบหน้าแล้วอย่าลืมคอ และบริเวณอื่นๆที่ต้องออกแดดด้วยนะคะ ทาซ้ำ ทุก 2 ชม เวลาออกแดดถ้าเป็นไปได้ ต่อให้วันนั้น แดดไม่แรง ท้องฟ้าครึ้มเหมือนฝนจะตก แต่ UVA UVB ยังมีนะคะ เพราะฉะนั้นอย่าลืมทากันแดดค่ะ

 

6. How much to apply sunscreen อันนี้ ก้อเป็นเรื่องที่สำคัญมากค่ะที่จะต้องทากันแดดปริมาณ พอสมควร ถึงจะมีประสิทธิภาพตาม SPF และ PA ข้างฉลาก เพราะเวลาที่ทดสอบ SPF เค้าทากันแดด หนาถึง 2mg ต่อ ตรเซนติเมตร ประมาณคร่าวๆก้อประมาณ 2 ข้อนิ้วกลาง ทั่วใบหน้า จึงจะได้ค่าSPFเท่ากับข้างฉลาก ในความเป็นจริงจึงค่อนข้างเป็นไปได้ยากใช่มั้ยคะที่จะทาได้หนาขนาดนั้น ดังนั้นหมอจึงไม่เคยแนะนำคนไข้ให้ใช้ SPF 15 ก็เพียงพอเพราะคงหาคนที่จะทา ได้ 1 gm. ทั่วหน้าหรือสองข้อสองนิ้วกลางได้ไม่มาก หมอจึงแนะนำคนไข้ตั้งแต่ SPF 30 ขึ้นไปค่ะ

7. When expose sunlight just sunscreen isn’t enough

นอกเหนือจากกันแดดแล้ว เวลาออกแดด อย่าลืม ร่ม หมวก เสื้อผ้าที่ปิดมิดชิดนะคะ แล้วก็อย่าลืมแว่นกันแดดเพื่อปกป้องสายตาด้วยค่ะ มีหลายคนอาจจะเขินกับการถือร่ม ใส่หมวกนะคะ หมอบอกเลย อย่าได้แคร์ค่ะ เพราะเราทำเพื่อดูแลสุขภาพผิวป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนังค่ะ

 

By Dr. Jeab; The Clover Clinic

MD Mahidol

Diploma in Dermatology Cardiff University, Wales, UK

Fellowship in Dermatology, Mt Sinai ,Miami US

รูปภาพรูปภาพ

 

 

วิธีการดูโบทอกซ์ปลอม

วันนี้หมอ นำวิธีการสังเกตขวดโบทอกของแท้ มาให้ดูนะคะว่าเรามีวิธีการดูอย่างไร ก็สามารถขอคุณหมอดูขวดได้เลยนะคะ แต่ ในบางครั้งชีวิตคนเรามีเรื่องที่ต้องวิเคราะห์แยะใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ชีวิตส่วนตัว ไหนจะเสื้อผ้า หน้า ผม นม จมูก กระเป๋า รองเท้า ว่าจริง หรือปลอม แค่นี้ก็น่าปวดหัวแล้ว หมอมีวิธีสังเกตได้ง่ายๆ อย่างนึงค่ะ ถ้าสมมุติว่าคนไข้พอทราบว่าราคาส่วนมากอยู่ที่ประมาณเท่าไร แล้วมีคนนำเสนอ ราคาที่ถูกกว่าอย่างมาก ยิ่งบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่แพทย์ อันนี้ก็ยิ่งน่าสงสัยเพราะของที่ถูกมากและดีมากหมอว่าไม่มีอยู่จริงนะคะวิธีดูขวดโบทอก

สัดส่วนและองศาความงามของใบหน้า by Dr. Jeab The Clover Clinic

สัดส่วนและองศาความงามของใบหน้า  

The golden ratio of the beauty face

เคยได้ยินคำๆนี้ กันบ้างหรือไม่คะ “Beauty is in the eye of the beholder”ความสวยนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคนมอง แต่จริงๆ แล้วเคยสังเกตกันหรือไม่ค่ะ ว่าคนที่หลายๆคนที่มีคนมองว่าหน้าตาดี ไม่ว่าเชื้อชาติไหน อาชีพอะไร เค้าเหล่านั้นมีอะไรที่เหมือนกัน ลึกๆลงไปคำตอบของปัญหาเหล่านั้น อยู่ที่ สัดส่วนและองศาใบหน้าที่ลงตัวนั่นเองค่ะ

ที่นี้เราลองมาดูกันนะคะ ว่าสัดส่วนความงามบนใบหน้ามีอะไร บ้าง

  1. เมื่อเราแบ่งใบหน้าในแนวตั้ง จะต้องเป็นสัดส่วนที่เท่ากันทั้ง5ส่วนโดยวัดจาก ข้างแก้มซ้ายถึงหางคิ้วซ้าย หางคิ้วซ้ายถึงหัวคิ้ว ปีกจมูกซ้ายถึงปีกจมูกขวา หัวคิ้วขวาถึงหางคิ้วขวา หางคิ้วขวาถึงข้างแก้มขวา
  2. เมื่อเราแบ่งรูปหน้าในแนวนอน จะต้องเป็นสัดส่วนที่เท่ากัน 3 ส่วน โดยวัดจากไรผมถึงคิ้ว คิ้วถึงปลายจมูก และปลายจมูกถึงคาง

  1. อันนี้ อาจจะเห็นตามsocial ในช่วงนี้มากเป็นกระแสตามBaido ,Fb, social network ต่างๆคือ finger trap test จริงๆแล้วตามศาสตร์ความงามเราเรียก เส้นนี้ว่า Ricketts’ E line ค่ะ เป็น line ที่ Dr. Robert Rickkets ซึ่งเป็นทันตแพทย์ เป็นผู้คิดค้นขึ้นในปี 1950 เป็นเส้นที่ลากจาก ปลายจมูก ถึงปลายคาง ซึ่งจะบริเวณปาก ควรจะอยู่ในแนวเดียวกับ E line ไม่ยื่นออกหรือ หดเข้าจนเกินไป ซึ่งถ้าจะให้ละเอียดขึ้น เราจะวัดองศาจากปลายจมูก จนถึงปลายคาง ควรอยู่ที่ประมาณ 120-130 องศาค่ะ

จึงเป็นการประเมินองค์ประกอบของใบหน้า ของแพทย์ในปัจจุบันนี้ เพื่อ ให้การปรับเปลี่ยน องค์ประกอบของจมูก ปาก คางสมบูรณ์และสัมพันธ์กันมากขึ้นe lineeline 2

  1. S curve หรือ Ogee curve  of cheek  คือการที่พวงแก้มทั้งด้านข้างและด้านหน้า โค้งเป็นรูปตัว s curve ทำให้แก้มบริเวณ ด้านหน้าและด้านข้างดูมีมิติ ทั้งด้านหน้าและด้านข้างogee
  2. Eye brow คิ้วจะต้องได้รูปโดยที่เส้นแรกลากจากปีกจมูกไปที่หัวตา เส้นที่สองคือจุดโค้งสุดของรูปคิ้ว จะอยู่ตำแหน่งเดียวกับขอบตาดำด้านนอก เส้นสุดท้าย หางคิ้วลากผ่านปีกจมูกผ่านขอบตาด้านนอกค่ะ โดยเวลาเราอายุมากขึ้นรูปคิ้วเปลี่ยนไปจะทำให้ ดูหน้าตาไม่สดชื่น ดูมีอายุกว่าที่ควรจะเป็นperfectbrow
  3. Reverse triangular

เคยสังเกตบ้างหรือไม่คะ ว่าทำไม คนเราเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ความสวย ความหน้าตาดี ที่เราเคยมีในอดีต จึงเปลี่ยนไป จนเราอยากนั่ง Time machine ย้อนกลับไปในอดีต สิ่งเหล่านี้อธิบายง่ายๆ ตามรูปทรงเลขาคณิต ดังนี้เลยค่ะ ช่วงเวลาเรายังหนุ่มสาว การสร้างและซ่อมแซมชั้นต่างๆของผิวไม่ว่าจะเป็น ผิวหนัง คอลลาเจน เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน รวมไปถึงความแข็งแรงของชั้นกล้ามเนื้อ เรายังยังดีอยู่ ทำให้ลักษณะ ของรูปหน้าถ้าเอาสามเหลี่ยมมาวางลงไป ก็จะวางลงไปได้พอดี ในลักษณะ สามเหลี่ยมกลับหัว แต่เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนหายไป ความแข็งแรงของชั้นต่างๆ ของผิวน้อยลงไป แทนที่ สามเหลี่ยมจะกลับหัวเรากลับวางสามเหลี่ยมที่ไม่กลับหัวลงไปได้พอดี ดังรูปเลยค่ะreverse triangular

  1. Ideal cheek โดยเราลากเส้นจากมุมปากไปหางตา และจากมุมปากไป บริเวณติ่งบริเวณก่อนถึงรูหู โดยจุดสูงสุดของแก้มจะรูปไข่ ในบริเวณเส้นที่ลากสองเส้นค่ะIdeal Cheek Angelina Jolie

แปลกแต่จริงใช่ไหมคะ ที่กฎเกณฑ์ ทางคณิตศาสตร์หลายๆอย่างสามารถนำมาใช้กับการรักษาและดูแลเรื่องความงามได้อย่างน่าอัศจรรย์ เทคโนโลยี ก้อเป็นตัวช่วยให้สัดส่วนของใบหน้าดูสวยขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการฉีด filler เพื่อ เสริมบริเวณคางให้ได้ สัดส่วน การเติม filler บริเวณแก้ม เพื่อให้ หน้าดูมีมิติ เป็น s curve ที่สวยงาม การ lifting หน้า ด้วยการผสมผสานไม่ว่าจะเป็น botox filler thread lift หรือ LASER เพื่อช่วยในเรื่อง ยกกระชับ ผิวที่หย่อนคล้อยทำให้รูปหน้าเป็นสามเหลี่ยมฐานกว้าง หรือ การ lift ใบหน้าด้วย botox หรือ filler  เพื่อช่วยให้แก้มไม่หย่อน ได้รูป หรือ การฉีด botox ยกคิ้วให้ช่วงตากว้างขึ้น ดูอ่อนวัยเป็นต้น ทั้งหมดนี้ เป็นทั้ง ศาสตร์และศิลป์ ที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ประเมินค่ะ เพราะนอกจาก องศาที่แม่นยำ และสัดส่วนที่ใช่ แต่หมอมั่นใจว่า เราก็คงต้องการความสวยที่เป็นเอกลักษณ์ และโดดเด่นเฉพาะบุคคลเช่นเดียวกันค่ะ