Facial design ทำยังไงให้ v shape

การปรับเปลี่ยนรูปหน้า ทำยังไงให้หน้าเรียวขึ้น

photo (23)photo (22)photo (1)photo (25)photo (11)

การปรับเปลี่ยนรูปหน้า ให้ดูเรียว หน้าเล็กลง สามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับปัญหาของคนไข้ดังนี้ค่ะ

  1. ปัญหาจากกล้ามเนื้อกรามที่มีขนาดใหญ่ ทำให้หน้าไม่วีเชฟ ; สามารถรักษาได้โดย การฉีด โบทอกซ์ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกรามคลายตัวลง ทำให้ใบหน้ามีขนาดเล็กลงค่ะ โดยทั่วไป ในปีแรก จะฉีด ประมาณ 2-3 ครั้ง หลังจากนั้นจะฉีดประมาณปีละ 2 ครั้ง การฉีดต่อเนื่องประมาณ 3 ปี หรือ ประมาณ 6-8 ครั้ง จะทำให้กล้ามเนื้อเล็กลงและไม่กลับมาใหญ่เท่าเดิมค่ะ
  2. ปัญหาจากการที่มี ไขมันที่แก้มมาก ทำให้หน้ากลม ไม่วีเชฟ ; สามารถรักษาได้โดย การฉีดยาสลายไขมัน โดยการฉีดยาสลายไขมันมักจะต้องฉีดต่อเนื่องหลายครั้ง ณ ปัจจุบันมียาฉีดสลายไขมันอยู่หลายชนิด ไม่มีปัญหาเรื่องของการบวมที่มาก  และสามารถ ใช้ชีวิตประจำวันหลังจากฉีดได้เลยค่ะ
  3. ปํญหาจากกระดูกกรามที่ใหญ่ และกางออก ทางแก้ ในส่วนนี้ จะต้องผ่าตัด แก้ไขเท่านั้นค่ะ
  4. ปัญหาจากผิวหนังที่หย่อนคล้อย ทำให้รูปหน้าไม่วีเชฟ ดูไม่กระชับ ;สามารถรักษาได้โดย
  • การร้อยไหมยกกระชับ ; ณ ปัจจุบันมีไหมหลายๆชนิด เดี๋ยวในครั้งหน้าหมอจะมาเจาะลึกเรื่องไหมให้ฟังอีกครั้งนะคะ สำหรับไหมที่นิยมในปัจจุบัน คือ ไหมละลาย ชนิดที่เรียกว่า polydioxanone ซึ่งเป็นไหมที่ใช้ในการเย็บหลอดเลือดหัวใจ จึงมีความปลอดภัยสูง ไม่เป็นผังผืดค่ะ อยู่ได้ประมาณ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี นอกจากนี้ ยังมีไหมชนิดก้างปลา ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการยึดเกาะ ใต้ผิวดีขึ้น และสร้างคอลลาเจนได้ดีขึ้น จึงเป็นอีกทางเลือกนึงของคนที่ผิวค่อนข้างหย่อนคล้อยค่ะ
  • การทำ Radio frequency หรือคลื่นความถี่วิทยุความถี่สูง ; การทำ rf ยกกระชับ จะทำให้เกิความร้อนใต้ผิว และทำให้เกิด การกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ จึงทำให้เกิดการยกกระชับ จากคอลลาเจนที่มากขึ้นค่ะ ข้อดีคือไม่เจ็บแต่ข้อเสียคือต้องทำจำนวนหลายครั้ง จึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีค่ะ
  • Thermage เป็นนวัตกรรม Monopolar RF ที่ช่วยในเรื่องยกกระชับ ที่นิยมไปทั่วโลก ผ่านการรับรองจาก อย ประเทศ สหรัฐอเมริกา ว่าสามารถยกกระชับ ได้จริง ทำครั้งหนึ่ง อยู่ได้ประมาณ 1 ปี ทีเดียวค่ะ
  • Dermolift เป็นเทคนิคการใช้ Botox ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวตึงขึ้น จึงทำให้ผิวยกกระชับ ปัจจุบันคอนเซป ของ botox เปลี่ยนไปค่อนข้างจะมากค่ะ จากแต่ก่อนที่เน้นในเรื่องของการฉีดริ้วรอย ซึ่งคนไข้มักจะประสบปัญหาหน้าตึงเปรี้ยะ สวยหน้าแข็ง มาตั้งแต่อยู่ห่างกัน 50 เมตร ดูไม่เป็นธรรมชาติ โดยเพื่อนๆรู้ทั้งออฟฟิศว่า ฉีดโบทอกซ์มา  เราอยากให้คนไข้สวยดูดีเป็นธรรมชาติค่ะเราจึงมีเทคนิคเฉพาะ ทำให้คนไข้สามารถสวยเนียน โดยใช้ clover dermolift ค่ะ
  • Filler จากแต่ก่อน เราจะเข้าใจว่าฟิลเลอร์ สามารถช่วยเติมเต็มผิวที่หายไปเท่านั้นเช่น ฟิลเลอร์เติมร่องแก้ม เติมคางเป็นต้น แต่ณปัจจุบัน ทางคลินิกเราสามารถใช้ฟิลเลอร ช่วยในเรื่องการ ลิฟท์หน้า ยกกระชับผิว เติมเต็มให้ใบหน้าดูมีมิติ ไม่ดูแบน ทำให้ ดูสวยขึ้นได้ค่ะ
  1. ปัญหาจากคางที่สั้น คางตัด ทำให้ รูปหน้าดูสั้นไม่วีเชฟ ; คนที่คางสั้นหรือคางตัด จะทำให้ใบหน้าดูสั้นไม่ได้สัดส่วนที่เหมาะสม ทำให้รูปหน้าไม่วีเชฟ ไม่เรียว สามารถแก้ไขได้โดยการเติมเต็มผิวด้วยฟิลเลอร์ ค่ะ แต่ถ้า คางหวัมเข้าไปมากอาจจะต้องใช้การใส่ซิลิโคนเสริมคางช่วยได้ค่ะ

Dr jeab The clover clinic; Sarintip Soontharuch, MD Mahidol

Diploma in dermatology,Cardiff University,Wales UK

Fellowship in dermatology,Mt Sinai ,Miami ,US

American board anti-aging US

Advertisements

7 facts about sunscreens

7 facts about sunscreens

เมื่อวานหมอได้ยกตัวอย่างของ Hugh Jackman ที่เป็นมะเร็งผิวหนังที่บริเวณจมูกไปแล้วนะคะ ทุกๆครั้งเวลาตรวจคนไข้ คนไข้หลายคนมักจะถามว่า ครีมอะไรที่ควรทามากที่สุดทาเลือกได้ 1 อย่าง หมอขอบอกเลยว่าเป็นกันแดดนะคะ  วันนี้หมอเขียนวิธีเลือกกันแดด แบบง่ายๆมาให้อ่านกันค่ะ

1.SPF and PA  ;Broad spectrum protection    ในแสงแดด มีตัวการร้ายที่ทำให้ก่อมะเร็งผิวหนัง  คือ รังสีUVB [290-320 nm] ซึ่งจะทำให้เกิด ผิวไหม้ แดง ดำ ค่าการป้องกันรังสีUVB คือ sun protective factor โดยทั่วไปที่ SPF 50 สามารถป้องกันแดด ได้ 98%  จึงเพียงพอ ต่อการป้องกัน UVB แล้วค่ะ  อีกตัวที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง คือรังสีUVA ซึ่งมีอยู่ตั้งแต่เช้ายันเย็น โดย รังสีUVA มีผลทำให้เกิดภาวะ photo-aging คือการที่ผิวถูกทำลายด้วยแสงแดดทำให้เกิด การเหี่ยวย่น และ เกิดเม็ดสีที่ผิว รวมทั้งเป็นอีกตัวการที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ค่ะ  ค่า PA อย่างน้อยควรประมาณ สามบวกขึ้นไปค่ะ

 

2. Choose physical and chemical sunscreen

Physical sunscreen เป็นสารเคมีที่ออกฤทธิ์ สะท้อน รังสีทั้ง UVA และ UVB ออกจากผิวหนัง เช่น zinc oxide, titanium dioxide ข้อดีคือมักจะไม่ค่อยเกิดการแพ้ แต่ข้อเสียคือ เนื้อครีมจะขาวมากทำให้ทากันแดดแล้ว หน้าวอกขาว มากนั่นเองค่ะ ส่วน Chemical sunscreen เป็นสารเคมีที่มีหน้าที่ดูดซับแสง ข้อดีคือไม่วอกขาว แต่ข้อเสียคือพบคนที่แพ้สารกันแดดชนิด chemical มากกว่า จึงควรใช้สารกันแดดที่มีส่วนผสมของทั้งคู่ดีที่สุดค่ะ

3. Water resistant maintain SPF only 40 minutes

เวลาออกกลางแจ้ง เล่นกีฬา หรือมีเหงื่อ จะทำให้ประสิทธิภาพของกันแดดลดลง จึงควรใช้กันแดด ชนิด water resistance ซึ่ง FDA US กำหนด ไว้ว่า สามารถ คง SPF ได้อย่างน้อย 40 นาที ในขณะที่โดนน้ำ ส่วน Very water resistant คือ สามารถ คง SPF ได้อย่างน้อย 80 นาที ระยะเวลา น้อยกว่าที่คิดใช่มั้ยคะ และในปัจจุบัน ไม่ใช้คำว่าwaterproof แล้วนะคะ เพราะ ไม่มีกันแดด ที่มีประสิทธิภาพ waterproof ได้จริงๆ เพราะฉะนั้น หมอขอแนะนำคนที่ต้องโดนน้ำ และ ออกแดดเหงื่ออก ให้คอยทากันแดดซ้ำนะคะ เพราะ มันคง SPF แค่ 40 นาทีในน้ำ เท่านั้นค่ะ

4. Compact powder containing sunscreen is not enough

ปกติเวลาที่หมอรักษาคนไข้หมอ หมอจะรีวิว ผลิตภัณฑ์และครีมที่คนไข้ใช้ทุกเคส เวลาหลายๆครั้ง ที่หมอพูดถึงกันแดด คนไข้มักจะบอกว่า แป้งที่ใช้ รองพื้นที่ใช้ มีผสมกันแดด เรียบร้อยแล้วค่ะ ซึ่งหลายๆคนคิดว่า เพียงพอสำหรับการป้องกัน แดดแล้วบอกเลยว่าไม่พอนะคะ เพราะแป้งต่างๆ เราไม่แน่ใจว่าเค้าผสมสารป้องกันแดดมากน้อยแค่ไหน อีกอย่าง ไม่ติดทนเท่าครีมกันแดดจริงๆแน่นอน เพราะฉะนั้นทาแป้ง แล้วอย่าลืมทากันแดด ก่อนออกแดดทุกครั้งนะคะ

5. How to use sunscreen เมื่อเราเลือกกันแดดได้ประสิทธิภาพสูงสุดแล้วแต่ถ้าทาผิดจบกันเลยนะคะ หมอมีเคล็ดลับการทากันแดดมาบอกค่ะ อย่างแรกควรทาก่อนออกแดด อย่างน้อบ 30 นาทีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เวลาทาทั่วใบหน้าแล้วอย่าลืมคอ และบริเวณอื่นๆที่ต้องออกแดดด้วยนะคะ ทาซ้ำ ทุก 2 ชม เวลาออกแดดถ้าเป็นไปได้ ต่อให้วันนั้น แดดไม่แรง ท้องฟ้าครึ้มเหมือนฝนจะตก แต่ UVA UVB ยังมีนะคะ เพราะฉะนั้นอย่าลืมทากันแดดค่ะ

 

6. How much to apply sunscreen อันนี้ ก้อเป็นเรื่องที่สำคัญมากค่ะที่จะต้องทากันแดดปริมาณ พอสมควร ถึงจะมีประสิทธิภาพตาม SPF และ PA ข้างฉลาก เพราะเวลาที่ทดสอบ SPF เค้าทากันแดด หนาถึง 2mg ต่อ ตรเซนติเมตร ประมาณคร่าวๆก้อประมาณ 2 ข้อนิ้วกลาง ทั่วใบหน้า จึงจะได้ค่าSPFเท่ากับข้างฉลาก ในความเป็นจริงจึงค่อนข้างเป็นไปได้ยากใช่มั้ยคะที่จะทาได้หนาขนาดนั้น ดังนั้นหมอจึงไม่เคยแนะนำคนไข้ให้ใช้ SPF 15 ก็เพียงพอเพราะคงหาคนที่จะทา ได้ 1 gm. ทั่วหน้าหรือสองข้อสองนิ้วกลางได้ไม่มาก หมอจึงแนะนำคนไข้ตั้งแต่ SPF 30 ขึ้นไปค่ะ

7. When expose sunlight just sunscreen isn’t enough

นอกเหนือจากกันแดดแล้ว เวลาออกแดด อย่าลืม ร่ม หมวก เสื้อผ้าที่ปิดมิดชิดนะคะ แล้วก็อย่าลืมแว่นกันแดดเพื่อปกป้องสายตาด้วยค่ะ มีหลายคนอาจจะเขินกับการถือร่ม ใส่หมวกนะคะ หมอบอกเลย อย่าได้แคร์ค่ะ เพราะเราทำเพื่อดูแลสุขภาพผิวป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนังค่ะ

 

By Dr. Jeab; The Clover Clinic

MD Mahidol

Diploma in Dermatology Cardiff University, Wales, UK

Fellowship in Dermatology, Mt Sinai ,Miami US

รูปภาพรูปภาพ